วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เรื่องเล่าจาก"คุก" คุยกันด้วยหัวใจ


วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7031 ข่าวสดรายวัน


เรื่องเล่าจาก"คุก" คุยกันด้วยหัวใจ


พลาดิศัย จันทรทัต




"เรือนจำ" หรือ "คุก" สถานที่คุมขังผู้กระทำผิดกฎหมาย แน่นอนไม่มีใครอยากจะเข้าไป ขาดอิสรภาพในการดำเนินชีวิต หลายคนนึกถึงภาพอันตรายและน่ากลัว

อย่างไรก็ตาม เรือนจำเองต้องมีหน้าที่บำบัดเยียวยา เพื่อให้ผู้ต้องโทษเห็นและสำนึกของโทษที่เกิดจากการกระทำของตนเอง จะได้สำนึกผิดกลับตัว เมื่อพ้นโทษจะได้กลับคืนสู่สังคมเป็นพลเมืองดีต่อประเทศชาติ

มีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันทำโครงการ "คุยกันด้วยหัวใจ" ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผ่าน "เครือข่ายพุทธิการ" ขออาสาเข้าไปร่วมทำกิจกรรมกับ "นักโทษ" ทั้งชายและหญิง ที่เรือนจำกลางนครปฐม

โดยหวังว่ากิจกรรมจะช่วยให้พวกเขาและเธอเหล่านั้น เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ตนเองมีอยู่ รวมทั้งการมองโลกในแง่ดี คิดดี ทำดี และมีความสุขเมื่อกลับออกไปสู่สังคมอีกครั้ง

ก่อนนำกิจกรรมและเรื่องราวภายในเรือนจำมาถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ชีวิตอีก ด้านใน "เรื่องเล่าจากเรือนจำ" ที่เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา

พร้อมทั้งจัดนิทรรศการกิจกรรมฝีมือนักโทษ อาทิ "ภาพวาด" ที่สะท้อนและแสดงความรู้สึก และ "ต้นไม้ฝากความกังวล" ที่เขียนระบายความรู้สึกลงในใบไม้

นภาพร ทองมา ผู้ประสานงานโครงการ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้าไปทำกิจกรรมในเรือนจำว่า ด้วยความที่ตัวเองเป็นพยาบาลจิตเวช โรงพยาบาลนครปฐม ทุกเดือนต้องเข้าเรือนจำพร้อมด้วยจิตแพทย์ เพื่อดูแลคนไข้ที่ป่วยเป็นทางจิต แต่ศาลยังไม่ตัดสินว่าเป็นบุคคลวิกลจริต



จึงเห็นสภาพภายในเรือนจำอยู่ตลอด เมื่อทางกลุ่มริเริ่มโครงการนี้ จึงเล่าให้พยาบาลข้างในเรือนจำฟัง ทุกคนสนับสนุนและยินดีให้ความร่วมมือ เพราะเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีสำหรับนักโทษ สุดท้ายจึงทำเรื่องขอเข้าไปทำกิจกรรมผ่านทางสถานพยาบาลของเรือนจำ

นภาพรเล่าว่า กิจกรรมที่ใช้อาจหนักบ้าง แต่จะมีเกมให้หัวเราะก่อนเวลาแบ่งกลุ่ม หรือก่อนกิจกรรมให้ผ่อนคลายให้เบิกบานก่อนเสมอ เช่น ออกกำลังกายแบบจีน "ชี่กง" หรือการนวดหน้าด้วยตนเอง เรียกว่า "ทำหน้าเด้ง" กิจกรรมเหล่านี้เน้นสร้างความสัมพันธ์ และความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างทีมงานกับนักโทษ

จากนั้นจึงเข้าสู่กิจกรรม ที่เน้นเรื่องการเรียนรู้ ทุกกิจกรรมไม่บอกว่าอะไรถูกผิด เมื่อนักโทษทำกิจกรรม แล้วจะเรียนรู้และเข้าใจได้ด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่าง การให้นักโทษออกมาเล่าเรื่องที่อยากจะเล่า เมื่อเล่าจบ เพื่อนๆ จะช่วยกันหาความต้องการ อีกทั้งคนที่เล่าจะได้สำรวจตัวเองว่าต้องการอะไร เช่น เมื่อออกจากเรือนจำ จะประกอบอาชีพสุจริตเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ไม่ประพฤติตัวแบบเดิมอีก เพราะไม่อยากให้คนที่รักเสียใจ

ด้าน ศักดิ์สินี เอมะศิริ ธนะกุลมาส ผู้รับผิดชอบโครงการ ร่วมเล่าให้ฟังว่า เข้าไปทำกิจกรรม 2 ครั้ง แบ่งเป็นนักโทษชายและนักโทษหญิง อย่างละครั้ง ครั้งละ 3 วัน วัตถุประสงค์หลักคือการช่วยเหลือนักโทษ ให้เปิดใจปรับเปลี่ยนทัศนคติ



เพราะ นักโทษ 3,000 กว่าคน ไม่ค่อยได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้สึกกัน หลายคนไม่เคยพูดกันเลย เราจึงจัดกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เปิดใจแลกเปลี่ยนความคิดกัน

อย่างกิจกรรมคำนาม เราอยากให้นักโทษเข้าใจคำว่า "ความรู้สึก" หมายถึงอะไร เช่น คำว่า "แม่" ไม่ว่าจะเป็นนักโทษชายหรือหญิง เมื่อได้ยินคำนี้จะมีความรู้สึกผูกพัน บางคนถึงกับร้องไห้ แต่ในเรือนจำไม่มีโอกาสได้พูดคุยเรื่องแบบนี้กัน พอมีโอกาสได้มาเล่าเรื่องพวกนี้ นักโทษจะรับรู้ว่า เพื่อนก็รู้สึกเหมือนที่ตนเองรู้สึก จะเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ทุกคนมีความรู้สึกในแง่บวกเมื่อพูดถึงแม่ ไม่มีในแง่ลบ ถ้าจะมีในเเง่ลบ ก็เป็นตัวเองที่ทำให้แม่เสียใจ

ศักดิ์สินี เล่าถึงความประทับใจในความคิดของนักโทษว่า ช่วงกิจกรรมภาพวาด แสดงความรู้สึก จะทำให้รู้จักพวกเขามากยิ่งขึ้น มีนักโทษคนหนึ่งวาดรูป "กระดานหมากฮอส" และอธิบายว่า เวลาจะเดินให้คิดให้ดี ถ้าเดินผิดจะพลาดและแพ้ไปเลย เหมือนกับตัวเขาที่คิดผิด เดินผิด จึงมีบทสรุปอย่างนี้

"บางคนวาดภาพพระอาทิตย์ เขียนข้อความว่า This is the sun แล้วบอกว่า สำหรับเขาทุกเย็นเวลาที่เข้านอน เขาจะหลับไปเลย แต่ถ้าพรุ่งนี้เช้า เขาตื่นขึ้นมาแล้วเห็นแสงอาทิตย์อยู่ เขามีความหวังว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่อวันต่อไป เพราะเขาติดนานที่สุดในเรือนจำ คือ 8 ปี อีกไม่นานคนที่เขารู้จักก็จะออกไปหมด แล้วเขาจะอยู่ด้วยอะไร แสงอาทิตย์จึงเป็นทั้งเพื่อนและความหวังของเขา" ศักดิ์สินี กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีคำศัพท์เฉพาะที่นักโทษใช้กัน อาทิ จดหมายน้อย, ตักเม และ ใต้ราว ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตในคุกได้เป็นอย่างดี

ศักดิ์สินีอธิบายว่า จดหมายน้อย หมายถึง จดหมายที่นักโทษส่งให้กับนักโทษในแดนอื่นด้วยกัน ยกตัวอย่าง นักโทษหญิงส่งจดหมายให้นักโทษชาย ซึ่งเป็นการทำผิดกฎของเรือนจำ เพราะตามกฎถ้าส่งจดหมายให้คนข้างใน ต้องส่งทางไปรษณีย์ไปข้างนอก จ่าหน้าซองเข้ามาถึงคนข้างใน

แต่ตรงนี้พวกเขากลับแอบส่งถึงกัน จึงมีความรู้สึก ตื่นเต้น ท้าทาย เสี่ยง เพราะถ้าโดนจับได้ บทลงโทษอาจหนักถึงขั้นโดนกล้อนผม หรือโดนให้ไป "ตักเม" คือการทำโทษให้ไปตักอุจจาระ

"หรือจดหมายน้อยนี้จะส่งหากิ๊กด้วย ได้ความรู้สึกวาบหวิว ถือเป็นตัวสะท้อนอย่างหนึ่งว่า ถึงแม้ว่าในเรือนจำจะมีวิถีชีวิตที่ลำบาก คนข้างนอกมองว่าโหดร้าย แต่นักโทษก็เป็นมนุษย์ ที่แสวงหาหนทางให้ตัวเองมีความสุข" ผู้ประสานงานโครงการกล่าว

ภายในเรือนจำมีทั้งความเครียด ความกดดัน แต่นักโทษก็คือปุถุชนเหมือนอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ต้องการความรักความเข้าใจ โครงการนี้จึงเป็นการแนะแนว สร้างภูมิต้านทาน และเตรียมความพร้อม ก่อนพวกเขาจะกลับสู่สังคม เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีอีกครั้ง


หน้า 6
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdOREk0TURJMU13PT0=&sectionid=TURNeE53PT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB5T0E9PQ==

--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

ภิกษุณีธัมมนันทา บนเส้นทางจิตวิญญาณ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7031 ข่าวสดรายวัน


ภิกษุณีธัมมนันทา บนเส้นทางจิตวิญญาณ


นุเทพ สารภิรมย์




มูลนิธิ โกมลคีมทอง ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปี เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมบุคคลที่มีความเสียสละเพื่อสังคม ตามแบบอย่าง "ครูโกมล คีมทอง" ที่อุทิศตนเป็นครูอยู่ในถิ่นทุรกันดารจวบจนวาระสุดท้าย

ในปีนี้ มูลนิธิโกมลคีมทอง มอบรางวัลบุคคลเกียรติยศ ให้แก่บุคคลที่เสียสละทำงานเพื่อสังคมส่วนรวม ประกอบด้วย 1.สุธาสินี น้อยอินทร์ หรือ "แม่ติ๋ว" ผู้ก่อตั้งบ้านโฮมฮัก มูลนิธิสุธาสินี น้อยอินทร์

2.วัชรี เผ่าเหลืองทอง ผู้อุทิศตนต่อสู้เรียกร้องสิทธิเพื่อคนชั้นล่าง และเพื่อธรรมชาติ

3.นายประดิษฐ์ ประสาททอง ผู้อยู่เบื้องหลังการแสดงกลุ่มละครมะขามป้อม ในเชิงสร้างสรรค์สังคม

4.เครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก ที่ร่วมรณรงค์ต่อต้านการทำลายสิ่งแวดล้อมของโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง

แต่ไฮไลต์สำคัญ คือ ปาฐกถาโกมลคีมทอง ประจำปีพ.ศ.2553 ที่จัดเป็นประจำขึ้นทุกปี โดยเชิญผู้ที่ทำงานเพื่อสังคมมาเป็นองค์ปาฐก ถ่ายทอดแนวคิดและจิตวิญญาณ

ปีนี้เป็นครั้งที่ 36 ทางมูลนิธิ นิมนต์ "ภิกษุณีธัมมนันทา" มาปาฐกถาในหัวข้อ "บนเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณ การหล่อหลอม และการกำหนดเส้นทางชีวิต"

ชื่อเดิมของท่านคือ "รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ เกิดปีพ.ศ.2486 เป็นบุตรของนายก่อเกียรติ ษัฏเสน อดีตส.ส.ตรัง และนางวรมัย กบิลสิงห์ ซึ่งภายหลังได้บรรพชาเป็นภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ นิกายมหายาน ที่ประเทศไต้หวัน

จบการศึกษาจากโรงเรียนราชินีบน และปริญญาตรีสาขาปรัชญา มหาวิทยาลัยศานตินิเกตัน ประเทศอินเดีย ได้รับทุนรัฐบาลแคนาดาไปศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา และมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย

ต่อมาในปีพ.ศ.2512 เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ก่อนกลับมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2516-2543



ในระหว่างนั้น อาจารย์ฉัตรสุมาลย์ มีผลงานทางวิชาการ เขียนบทความธรรมะ รวมถึงเป็นพิธีกรรายการธรรมะ และเป็นผู้แปลหนังสือ "ลามะจากลาซา" ของ ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวทิเบต อีกทั้งยังทำงานด้านพุทธศาสนาเพื่อผู้หญิงมาโดยตลอด

อาจารย์ฉัตรสุมาลย์ ตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อเข้าบรรพชาเป็นภิกษุณี โดยคณะภิกษุสงฆ์ และภิกษุณีสงฆ์ สยามนิกาย ที่ประเทศศรีลังกา เมื่อเดือนมี.ค.2544 ได้รับฉายาว่า "ธัมมนันทา"

ก่อนจะเดินทางกลับประเทศไทย ปัจจุบันจำพรรษาอยู่ที่ "วัตรทรงธรรมกัลยาณี" ต.พระประโทน จ.นครปฐม

แม้ "สามเณรี" และ "ภิกษุณี" จะไม่ได้รับการรับรองสถานะจากคณะสงฆ์ไทย แต่ภิกษุณีธัมมนันทา หรือ "หลวงแม่" ก็ยังคงยืนหยัดด้วยจิตวิญญาณแน่วแน่ และมั่นคงเพื่อพุทธศาสนา

ถ้อยความต่อไปนี้คือ "บนเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณ การหล่อหลอม และการกำหนดเส้นทางชีวิต" โดยหลวงแม่

คนเราทุกคนต้องมีรากเหง้าของตนเอง แม้แต่ต้นไม้ก็ยังต้องมีรากเหง้า อย่างต้นข้าวจะมีรากที่มีขนาดยาวเป็น 2 เท่าของลำต้น เพื่อดูดซับแร่ธาตุมาเลี้ยงเมล็ดข้าว หรือแม้แต่ต้นไม้ที่สูงใหญ่ต้องมีรากที่หยั่งลึก เพื่อยึดติดกับพื้นดินให้มั่นคง เพราะต้นไม้ยิ่งสูงมากเท่าใด ทั้งลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ จะต้องเผชิญกับแรงลมที่ถั่งโถมเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ต้นไม้ใหญ่จึงต้องมีรากที่มั่นคงและแข็งแรง

ครั้งหนึ่งอาตมาเคยพบเห็นต้นกล้วยที่อยู่รวมกันเป็นดงเบียดเสียดกัน ทำให้ไม่แข็งแรงเจริญเติบโต บางต้นก็ล้มเอนไม่มั่นคง แต่เมื่อมีการตัดแต่งบริเวณใต้ลำต้นให้โล่ง ไม่เบียดเสียดกัน ลำต้นนั้นก็จะแข็งแรงให้ลูกที่ดก และเมื่อต้นหนึ่งตาย อีกต้นก็สามารถเติบโตขึ้นมาทดแทนได้อย่างสมบูรณ์



ดังนั้นจะเห็นว่า รากมีความสำคัญกับต้นไม้อย่างไร รากเหง้าของคนเราก็มีความสำคัญเช่นกัน เพราะตัวตนที่แท้จริงของเรา มักจะมองไม่เห็นรากเหง้า เช่นเดียวกับต้นไม้ที่เราก็มองไม่เห็นราก เราจึงต้องดูแลฟูมฟักรักษารากเอาไว้ให้ดี ให้สมบูรณ์และแข็งแรง

ครอบครัวรากเหง้าของอาตมา แต่เดิมก็เป็นนักต่อสู้ มีเรื่องเล่าที่เป็นตำนานของคุณยาย ในอดีตเวลาโจรจะขึ้นมา จะมาปิดประกาศให้เจ้าบ้านรู้ จะไปแจ้งความกับตำรวจ หรือนายอำเภอก็ไม่ทัน จึงต้องดูแลกันเอง กาลครั้งนั้นคุณยายกับน้องสาว ได้นำเอาผ้าที่เปื้อนเลือดไปแขวนไว้ที่ประตู เมื่อหัวหน้าโจรผ่านประตูเข้ามา มนต์ขลังของวิเศษที่ติดตัวมาจึงเสื่อม คุณยายอาตมาจึงใช้มีดฟันหัวหน้าโจรจนเสียชีวิต ส่วนลูกน้องโจรได้หนีถอยกลับไป

ส่วนคุณปู่ทวดซึ่งเป็นชาว จ.ตรัง ได้แสดงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ขึ้นเปรียบมวยชกกับคนต่างถิ่น ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามหาว่า ไม่มีคนตรังมีความสามารถทางมวย คุณปู่ทวดจึงอาสาขึ้นชก แม้จะตัวเล็ก แต่เมื่อขึ้นเวทีชก อาศัยความคล่องแคล่วว่องไว และสมาธิ ใช้เวลาไม่ถึงนาที สามารถชกนักมวยต่างถิ่นจนล้มคว่ำ ต่อมาจึงได้เป็นนายอำเภอ เป็นที่รู้จักไปทั่ว จ.ตรัง

จนมาถึงคุณปู่ซึ่งเป็นคนดี มีความกล้าหาญ จนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนฯ คนแรกของ จ.ตรัง จากนั้นส่งต่อให้กับคุณพ่อ แต่พอมาถึงอาตมา เราก็ปฏิเสธไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง ทุกเสียงของคุณพ่อ จึงเทคะแนนทั้งหมดไปให้นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี

จะเห็นได้ว่า เส้นทางในการต่อสู้ของครอบครัวอาตมานั้น มีความหลากหลาย ดังนั้นเลือดของนักต่อสู้ ความเด็ดเดี่ยวของรากเหง้าอาตมา อยู่ในสายเลือดมาโดยตลอด เพราะถึงแม้จะไม่ได้เข้าสู่เส้นทางการเมือง แต่อาตมาก็เลือกเส้นทางสายนักวิชาการ เพราะช่วงที่เข้ามาสอนเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต้องใช้ความอดทน ข่มใจไม่แสดงตัวว่า เรามีแม่ที่บวชเป็นภิกษุณี

ช่วงนั้นต้องใช้ชีวิตแบบคน 2 โลก โลกหนึ่งคือสอนหนังสือ เขียนตำราวิชาการ อีกโลกหนึ่งต้องอยู่ที่วัด เพื่อศึกษาหาข้อมูล และเพื่อดูแลหลวงแม่ ภิกษุณีวรมัย และตอนนั้นเริ่มได้รับอิทธิพลในการต่อสู้เกี่ยวกับเรื่องราวของผู้หญิงมาก มาย กระทั่งเมื่อได้บวชเป็นภิกษุณี จึงต้องปล่อยวาง รักษาจิตใจให้สงบ และเป็นกุศล

อนาคตเราไม่รู้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น แม้แต่อาตมาเอง ยังเคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เกือบเอาชีวิตไม่รอด แต่ช่วงนั้นคิดอย่างเดียวว่า บุญรักษา พระรักษา จึงรอดมาได้ หลังจากนั้นจึงได้กำหนดเส้นทางชีวิตด้วยการอุทิศตนเพื่อสังคม และพระพุทธศาสนา

แม้ช่วงที่บวชกลับมาใหม่ จะโดนโจมตีอย่างมาก แต่เราก็ไม่หวั่นไหว ยึดเพียงหลักคำสอนพระพุทธศาสนา เพราะเมื่อเรามั่นคงในธรรมะ ธรรมะก็จะรักษาเราได้ และหากเราชื่อในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาก็จะปกป้องเราให้พ้นจากภัยพาลทั้งหลายได้

ช่วงแรกสื่อพยายามที่จะผลักดันให้เราออกมาต่อสู้ เพื่อสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง แต่เมื่อย้อนกลับมาคิด จึงรู้ว่าเรานั้นเองที่ตกเป็นเหยื่อ กว่าจะรู้ตัวตนของตัวเองก็โง่ไปเยอะ แต่ความโง่ในครั้งนั้น กลับทำให้เราพัฒนาตัวเองได้มาก แต่ทุกสิ่งที่อาตมาทำนั้นยืนยั่นว่า ทำเพื่อพระพุทธศาสนา และหลังจากนี้จึงไม่คิดจะต่อสู้กับใครอีกทั้งสิ้น


หน้า 5
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEk0TURJMU13PT0=&sectionid=TURNeE53PT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB5T0E9PQ==

--
โปรดอ่าน blog
www.pridiinstitute.com
www.nakkhaothai.com
www.pcpthai.org
http://wdpress.blog.co.uk
http://rsm2009-rsm2009.blogspot.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog
www.youtube.com/user/naiissarachon#p/a/u/0/34ZvscsnCbA

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553

จีนเปลี่ยนชื่อขุนเขาอิงกระแสอวตาร


"เซาเธิร์น สกาย คอลัมน์" หรือ "เสาหินแห่งฟากฟ้าแดนใต้" ในประเทศจีน


"เซาเธิร์น สกาย คอลัมน์"


ภูเขาลอยได้ "ฮัลเลลูยาห์" ในอวตาร


ภูเขาลอยได้ "ฮัลเลลูยาห์"

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 เวลา 18:30:44 น. มติชนออนไลน์

จีนเปลี่ยนชื่อขุนเขาอิงกระแสอวตาร ชี้ทีมงานหนังดังเคยมาถ่ายรูป ก่อนนำไปเนรมิตรเป็นภูเขาลอยฟ้า

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กลุ่มภูเขาที่มีชื่อว่า "เซาเธิร์น สกาย คอลัมน์" หรือ "เสาหินแห่งฟากฟ้าแดนใต้" ในเมืองจางเจียเจี้ย ทางตอนใต้ของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน ได้ถูกประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น "อวตาร ฮัลเลลูยาห์ เมาเท่น" หรือ "ภูเขาฮัลเลลูยาห์ในอวตาร" จากคำแถลงผ่านทางเว็บไซต์ของรัฐบาลท้องถิ่นเมืองประจำเมือง


รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยแถลงต่อว่า กลุ่มภูเขา ลอยฟ้าที่ชื่อว่า "ภูเขาฮัลเลลูยาห์" ในภาพยนตร์เรื่องอวตารนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มขุนเขาชื่อดังประจำ เมืองแห่งนี้ เพราะช่างภาพจากฮอลลีวู้ดได้เดินทางมาบันทึกภาพขุนเขาดังกล่าวในช่วงสองปี ก่อน

(รูปภาพ "เสาหินแห่งฟากฟ้าแดนใต้" ในเมืองจางเจียเจี้ย)


"รูปภาพที่เขาถ่ายไปกลายเป็นต้นแบบขององค์ประกอบหลายต่อหลายอย่างในหนังเรื่องอวตาร รวมถึงภูเขาลอยฟ้าฮัลเลลูยาห์ด้วย" รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยชี้แจง

(รูปภาพ ภูเขาลอยฟ้า "ฮัลเลลูยาห์" ในอวตาร)


ดังนั้น เมืองแห่งนี้จึงแอบอิงตนเองเข้ากับการประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในระดับ โลก รวมทั้งประเทศจีน ของหนังเรื่องอวตาร เพื่อหวังกอบโกยรายได้จากนักท่องเที่ยวนานาชาติ


"นักท่องเที่ยวสามารถเข้าร่วม ′ทัวร์มหัศจรรย์สู่ดินแดนแพนดอร่าในอวตาร′ หรือ ′ทัวร์มหัศจรรย์สู่ภูเขาลอยฟ้าในอวตาร′" บริษัทท่องเที่ยวนานาชาติของประเทศจีน สาขา จางเจียเจี้ย ประชาสัมพันธ์ในเว็บไซต์ของตนเอง


เช่นเดียวกันกับรัฐบาลท้องถิ่นของเมืองจางเจียเจี้ยที่ประชาสัมพันธ์ว่า "แม้ ดินแดนแพนดอร่าจะอยู่ไกล แต่จางเจียเจี้ยกลับอยู่ใกล้พวกคุณ ขอยินดีต้อนรับสู่เมืองแห่งนี้ ซึ่งพวกคุณจะได้พบกับกลุ่มภูเขาฮัลเลลูยาห์ในหนังเรื่องอวตาร และค้นพบโลกที่แท้จริงของดินแดนแพนดอร่า"


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264418325&grpid=01&catid=

การ์ตูน หนูนา กับ ป้าแจ่ม

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6997 ข่าวสดรายวัน


การ์ตูน หนูนา กับ ป้าแจ่ม





พล


หน้า 4











http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamRHNHdNVEkxTURFMU13PT0=&sectionid=TURNek13PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TlE9PQ==

ลูกน้อยฟังเพลงเพิ่มเซลล์สมอง-อารมณ์ดี

วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6997 ข่าวสดรายวัน


ลูกน้อยฟังเพลงเพิ่มเซลล์สมอง-อารมณ์ดี





ว่า ที่คุณแม่หลายคนปรารถนาให้ลูกน้อยที่จะเกิดมามีสมองดีและอารมณ์ดี งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าการให้ลูกน้อยในครรภ์ฟังช่วยสร้างเซลล์สมองและทำให้ ทารกเติบโตดีเพราะทารกในครรภ์มีพัฒนาการทางการได้ยินตั้งแต่อายุได้เพียง 17 สัปดาห์ แต่การที่คุณแม่ทั้งหลายพยายามเอาลำโพงมาแนบท้องก็ลำบากน่าดูเพราะต้องคอย จับเอาไว้ตลอดเวลา

คุณพ่อลูกสอง โอเรน อ๊อซ ชาวอเมริกันจึงคิดเครื่องมือที่จะช่วยให้คุณแม่เปิดเพลงให้ทารกฟังได้อย่าง สะดวกสบายขณะทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ด้วย หลังจากภรรยาพยายามหาตำแหน่งที่เหมาะสมในการวางลำโพงบนท้องตัวเองเพื่อให้ ลูกน้อยคนที่สองฟัง นายอ๊อซจึงปิ๊งไอเดียประดิษฐ์เครื่องฟัง "ริตโม" ที่มีลำโพง 2 คู่ซ่อนอยู่ในผ้ายืดสำหรับสวมไว้รอบๆ ท้องและใส่เสื้อผ้าคลุมทับอีกชั้นได้และเครื่องนี้ยังเชื่อมกับเอ็มพี-3 ได้ด้วย แม่และลูกจะได้แบ่งปันอารมณ์สุนทรีย์เวลาฟังเพลงโปรดไปพร้อมๆ กัน


หน้า 29
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdNekkxTURFMU13PT0=&sectionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TlE9PQ==

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ราษฎร์เดินนำ ราชดำเนิน เพลิน "กวีนิพนธ์การเมืองไทย"

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11540 มติชนรายวัน


ราษฎร์เดินนำ ราชดำเนิน เพลิน "กวีนิพนธ์การเมืองไทย"


คอลัมน์ สยามประเทศไทย

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ




ราษฎร์เดินนำ ราชดำเนิน หนังสือรวมกวีนิพนธ์การเมืองตลอดปี พ.ศ. 2551 ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

ในเล่มนี้มีกวีนิพนธ์ 2 บท เกี่ยวข้องกับการเมืองไทยทุกวันนี้และอนาคต

แต่เป็นการเมืองไทยที่"ถูกทำให้ลืม"ด้วยการครอบงำของ"อำนาจ"เหนือพลังพรรณนา โวหารของกวี ทำให้ 24 มิถุนา (2475) กับ 14 ตุลา (2516) หงอยๆ เหงาๆ และงงๆ



ประชาสถาปนา

ยี่สิบสี่มิถุนา สองสี่เจ็ดห้าสมัย

สถาปนาประชาธิปไตย ยังไม่ไปถึงไหนเลย

ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่ง ผีสตางค์มันเข้าเกย

ซื้อประชาไปผ่าเผย แล้วนั่งแท่นขึ้นครองเมือง

ตัวตายก็ตัวแทน เป็นส่ำแสนเข้าหนุนเนือง



ใช้รัฐธรรมนูญเปลือง เป็นเครื่องมือพวกสามานย์

กลับผิดให้เป็นถูก แล้วเปลี่ยนถูกเป็นผิดผลาญ

ประโยชน์ชาติก็แหลกลาญ ให้ต่างชาติเข้าชุบมือ

ชูมือชุบมือเปิบ กำเริบสัมปทานถือ

โลกร้อนเป็นไฟฮือ ไม่เท่าร้อนประชาชน

อัปเปหิมันออกไป พวกหน้าด้านและหน้าทน

จัดตั้งกำลังตน กำจัดมารที่ครองเมือง!



สามสิบห้าปี 14 ตุลา

๏ บทเรียนแห่งสิบสี่ตุลาคม คือเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่

เป็นเจตนาประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่เป็นจริง แม้วันนี้

ยังคงความขัดแย้งแห่งความคิด ยังต่างทิศ ต่างทาง ยังต่างสี

เผด็จการเป็นใหญ่ไปทุกที สิทธิ์เสรีประชาธิปไตย ไพล่พลิกแพลง

รัฐธรรมนูญเปื้อนน้ำตามากี่หยด กี่คราบเลือดปรากฏสยดแสยง

ทุกอำนาจ ทุกมาตรา เป็นตาตะแกรง ล้วนไหน่หนอนยอนแยง แย่งตีตรา

ปัญญาชนคนชั้นกลาง ยังใบ้เบื้อ คนรากหญ้าเป็นเหยื่อทุกหย่อมหญ้า

เผด็จการเบ็ดเสร็จ เผด็จสภา ปล้นประชาธิปไตยไปทุกครั้ง

บรรลุสามสิบห้าปี สิบสี่ตุลา วีรชนคนกล้า ประกายหวัง

มือที่รับช่วงธงยังทรงพลัง โหมประดังโดยมหาประชาชน

จักสืบทอดเจตนา ประชาธิปไตย จักโบกธงตุลาชัยไปทุกหน

จักขอดเกล็ดเผด็จการที่ด้านทน กู้ศักดิ์ศรีความเป็นคน ให้คงคืน

คารวะดวงวิญญาณ ผู้หาญกล้า คนตุลา คมตุลา ผู้กล้าขืน

อำนาจแห่งคมหอกกระบอกปืน เพื่อจักยืนหยัดย้ำ ความเป็นไท

พิทักษ์คม แห่งมหาตุลาคม สืบทอดเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่

จักช่วงชูธงชัยสะบัดชัย สร้างประชาธิปไตย ให้เป็นจริง!



14 ตุลาคม เป็นประวัติศาสตร์การเมืองของไทยที่ถูก"ทำให้ลืม" สาระสำคัญ "เจตนาประชาธิไตย" เหมือน 24 มิถุนายน

แต่แล้วสังคมไทยก็พากันลืมทั้ง 2 เรื่องอย่างเชื่องๆ เลยทำให้เจตนานั้น "ยังไม่เป็นจริงแม้วันนี้


หน้า 21

ตีกลองทวนความจำ 36 ปี 14 ตุลา 2516 รำลึก "วันมหาวิปโยค"

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552 เวลา 17:35:48 น.  มติชนออนไลน์

ตีกลองทวนความจำ 36 ปี 14 ตุลา 2516 รำลึก "วันมหาวิปโยค"

โดย โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ หนังสือพิมพ์มติชน
 


 

"สิบสี่ตุลา วันยิ่งใหญ่ของไทยทั้งชาติ เลือดไทยต้องไหลสาดอาบพื้นธรณี เพื่อสิทธิเสรี สู้เพื่อน้องพี่ ชีพนี้ยอมพลี สดุดีวีรกรรมของ..วีรชน" เสียงเพลงที่สร้างความฮึกเหิมจากวงกรรมาชนเมื่อ 36 ปีก่อน ดูเหมือนจะลอยมากระทบหูในห้วงแห่งความทรงจำของใครหลายคนที่เคยร่วมในเหตุการณ์


จึงเป็นธรรมดาที่เรื่องราวของ 14 ตุลา 2516 ยังคงฝังอยู่ในใจและเป็นจุดเริ่มต้นอะไรหลายๆ อย่าง ในด้านการสร้างสรรค์สังคมและผลักดันความเป็นประชาธิปไตยในการเมืองไทย ของคนที่เคยผ่านเหตุการณ์


ผ่านมาแล้วถึง 36 ปี เสียงหลายเสียงจากคนเคยผ่านเหตุการณ์เริ่มดังขึ้น เชิงท้อแท้ที่ว่าคนรุ่นใหม่ไม่มีใครรับรู้ถึงประวัติศาสตร์วันมหาวิปโยคที่ ผ่านมา เจตนารมณ์ของวีรชนเหล่านั้นคงจะมลายหายสูญ ไร้ความหมาย


แต่สำหรับ ณ วินาที ขอแปลงกายเป็นจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ ย้อนภาพในอดีตของเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นกลาง คนรุ่นเก่า หรือคนที่เคยผ่านเหตุการณ์มาแล้ว ให้ได้รับรู้ร่วมกันอีกครั้ง


จับภาพไปจุดเริ่มคือวันที่ 5 ตุลาคม เวลา 16.00 น. สมาชิกกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญประมาณ 10 คน อาทิ นายธีรยุทธ บุญมี, นายประสาร มฤคพิทักษ์, นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร, นายธัญญา ชุนชฎาธาร ได้แถลงข่าวเป็นครั้งแรกถึงโครงการรณรงค์เรียกร้องรัฐธรรมนูญ บริเวณสนามหญ้าอนุสาวรีย์ทหารอาสา โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งร่างรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้โดยเร็วที่สุดด้วยสันติวิธี โดยได้นำรายชื่อผู้ลงนามเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 100 คนแรก ซึ่งอยู่ในแวดวงต่างๆ มาเปิดเผยด้วย


วันที่ 6 ตุลาคม เวลา 14.00 น. ตำรวจสันติบาลและนครบาล เข้าจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญทันที 11 คน ประกอบด้วยอาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ และนักการเมือง ถูกแจ้งข้อหา "มั่วสุมและมีการชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน" ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4


วันที่ 7 ตุลาคม ช่วงเที่ยง ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร และออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุม ช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม นายก้องเกียรติ คงคา นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปีที่ 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพิ่มอีกคน


วันที่ 8 ตุลาคม ตอนเช้า มีการโปรยใบปลิวและปิดโปสเตอร์โจมตีรัฐบาล ว่าเป็นเผด็จการในตัวเมืองเชียงใหม่ ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโปสเตอร์โจมตีรัฐบาลอย่างรุนแรงปิดทั่วบริเวณ และเรียกร้องให้นักศึกษาไปชุมนุมกันที่หอประชุมใหญ่ เพื่อไปเยี่ยมผู้ถูกจับกุม วันเดียวกัน พล.ต.ต.ชัย สุวรรณศร ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล ออกหมายจับนายไขแสง สุกใส อดีต ส.ส.นครพนม ในข้อหาอยู่เบื้องหลังกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ


ต่อมาในตอนบ่าย จอมพลประภาส จารุเสถียร ชี้แจงใน ที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ว่ามีคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา และเย็นวันเดียวกัน องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้ชุมนุมประท้วงที่ลานโพธิ์ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมด


วันที่ 9 ตุลาคม บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการประกาศงดสอบ และชักชวนให้ไปชุมนุมที่ลานโพธิ์แทนพร้อมประณามการกระทำของรัฐบาล นักศึกษาหลายสถาบันเริ่มชุมนุม อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 205 คน ทำจดหมายเปิดผนึกถึงจอมพลถนอม เรียกร้องให้ปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คน โดยด่วน สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์ของรัฐบาล ระบุว่าบุคคลทั้ง 13 คนที่ถูกตำรวจจับมีแผนล้มล้างรัฐบาล เป็นภัยต่อความสงบสุขของประชาชน


วันที่ 10 ตุลาคม นักเรียน นักเรียนอาชีวะ นิสิต นักศึกษาในกรุงเทพฯ จากหลายสถาบันเริ่มทยอยกันมาชุมนุมที่ลานโพธิ์ และย้ายไปที่สนามฟุตบอล


พอถึงเที่ยงคืนมีบุคคลลึกลับนำใบปลิวเถื่อนโจมตีกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญไปโปรยรอบสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์


วันที่ 11 ตุลาคม นิสิต นักศึกษา และประชาชนจากทั่วกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงทยอยมายังสนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตลอดทั้งวัน จนเต็มแน่น จอมพลถนอม กิตติขจร สั่งให้ทหาร 3 เหล่าทัพ เตรียมพร้อมเพื่อรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจากการชุมนุม


วันที่ 12 ตุลาคม ประชาชนหลั่งไหลไปรวมตัวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นอภิปรายบนเวทีของผู้นำนักศึกษา คลื่นมนุษย์เบียดเสียดกันกว่า 2 แสนคน วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ประกาศเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองมิให้ปล่อยลูกหลานมาร่วม ชุมนุม ศูนย์นิสิตฯ ออกแถลงการณ์ยืนยันให้รัฐบาลปล่อยตัว 13 ผู้ต้องหาโดยไม่มีเงื่อนไข


วันที่ 13 ตุลาคม ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเริ่มเคลื่อนไหว แบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานออกเป็น 3 ชุด โดยชุดที่ 1 ไปเจรจากับรัฐบาล ชุดที่ 2 ไปขอเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักจิตรลดาฯ ชุดที่ 3 ทำหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวขบวนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา


นายกสโมสรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการศูนย์ฯ อีก 2 คน เข้าพบ จอมพลประภาส จารุเสถียร ที่สวนรื่นฤดี เพื่อขอทราบการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับข้อเสนอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน


ระหว่างเวลา 16.20-17.20 น. ตัวแทนศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ 9 คน ได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรรมการศูนย์ฯ ได้ตกลงว่าจะอัญเชิญพระบรมราโชวาทแจ้งให้ฝูงชนทราบ


เวลา 20.00 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ประกาศว่ารัฐบาลยอมรับข้อเสนอของศูนย์ฯ ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้ง 13 คน และจอมพลประภาส ได้ให้คำรับรองว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม 2517


ที่สะพานมัฆวาฬฯ เวลา 21.00 น. นายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาธิการศูนย์ฯ ขึ้นไปแจ้งให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบว่า กรรมการบริหารศูนย์ฯ ได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว และกำลังนำพระบรมราโชวาทฯ มาแจ้งให้ทราบ ผู้ร่วมชุมนุมต่างแสดงความยินดี


เวลา 22.00 น. กรมประชาสัมพันธ์ ออกแถลงการณ์ ว่าบัดนี้ได้มีบุคคลที่มิใช่นักศึกษา ถือโอกาสอภิปรายโจมตีรัฐบาลและยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายต่อไป


ส่วนทางด้านลานพระบรมรูปทรงม้า นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของศูนย์ฯ ได้แถลงจากรถบัญชาการขอให้กรรมการศูนย์ฯ รีบเดินทางมาพบฝ่ายปฏิบัติการโดยด่วน เพื่อชี้แจงให้ผู้ชุมนุมได้ทราบ เพราะสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง ไม่มีใครเชื่อข่าวการตกลงยอมรับเงื่อนไขกับรัฐบาล จนกว่าจะได้ทราบจากปากผู้แทนของรัฐบาล หรือคณะกรรมการศูนย์ฯเอง


ปรากฏว่าในเวลา 23.30 น. นายพีรพล ตริยะเกษม นายก อมธ. และนายเสกสรรค์ ได้รับข่าวการตั้งกำลังประชิดของฝ่ายทหารตำรวจ รวมทั้งข่าวที่จะใช้รถถังปราบปรามผู้เดินขบวนที่จะเข้าไปใกล้สวนพุดตาน ในที่สุดนายเสกสรรค์ตัดสินใจสั่งเคลื่อนขบวนจากลานพระบรมรูปทรงม้าไปยังสวน จิตรลดาฯ ในเวลา 24.00 น.


วันที่ 14 ตุลาคม เวลาประมาณ 01.00 น. ส่วนหน้าของขบวนนักศึกษาเคลื่อนผ่านประตูทางด้านทิศตะวันตกของสวนจิตรลดาฯ แล้วเผชิญหน้ากับแถวปิดกั้นของตำรวจปราบจลาจล จึงไม่สามารถเคลื่อนขบวนต่อไปได้


เมื่อคณะกรรมการศูนย์ฯ มาถึงหลังแนวปิดกั้นของตำรวจ เลขาธิการและกรรมการของศูนย์ฯ ได้ผลัดขึ้นไปพูดผ่านเครื่องขยายเสียงโจมตีนายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ และมีคอมมิวนิสต์สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ขอให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนสลายตัวกลับไป เพราะคณะกรรมการศูนย์ฯ ได้ตกลงกับรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว


เวลา 02.45 น. นายธีรยุทธ บุญมี เข้าไปพบกับนายเสกสรรค์ ปรับความเข้าใจกันแล้วช่วยกันประกาศผ่านไมโครโฟนเพื่อให้ผู้ชุมนุมคลายความ สงสัยลง กระทั่งเวลา 04.45 น. พ.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายตำรวจประจำสำนักพระราชวัง นายธีรยุทธ นายเสกสรรค์ ออกจากพระราชวังสวนจิตรลดาฯ ตรงไปยังรถบัญชาการ ช่วยกันประกาศให้ผู้ชุมนุมได้เข้าใจถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและความสำเร็จใน การเจรจากับรัฐบาล


พ.ต.อ.วสิษฐ อัญเชิญพระบรมราโชวาทอ่านให้ที่ชุมนุมฟัง จากนั้นฝูงชนก็เริ่มแยกย้ายกันออกจากที่ชุมนุม ในเวลาประมาณ 06.00 น. แต่แล้วกลับถูกกั้นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 250 คน จนเมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. เกิดการขว้างปาและประจันหน้ากันรุนแรงขึ้น ในที่สุดตำรวจหน่วยปราบปรามภายใต้การบัญชาการของ พล.ต.ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ก็ได้ใช้ไม้กระบองและโล่เข้าตีและดันผู้เดินขบวนให้ถอยร่นไป


ขณะเดียวกันตำรวจกองปราบในแนวหลังได้รับคำสั่งให้ยิงแก๊สน้ำตาจนฝูง ชนแตกหนี ผู้ร่วมชุมนุมจำนวนมากถูกดัน ถูกตี และสำลักแก๊สน้ำตาจนตกน้ำ ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด บางคนต่อสู้โดยใช้มือเปล่า ไม้ ก้อนหิน และขวดเท่าที่จะหยิบฉวยได้ตามพื้นถนน


วันที่ 15 ตุลาคม เวลา 07.00 น. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า นักเรียนอาชีวะและนักศึกษาได้ใช้รถเสบียงบรรทุกไม้จำนวนมากมาแจกให้กับนัก เรียน นักศึกษาต่อสู้กับตำรวจ ขณะที่ตำรวจที่สังเกตการณ์อยู่ได้พยายามยิงแก๊สน้ำตาเพื่อให้ฝูงชนแตกกระจาย แต่ก็ถูกตอบโต้ด้วยไม้และก้อนหิน นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ทราบข่าวการปะทะที่สวนจิตรลดาฯ ได้เริ่มทยอยเข้าไปรวมกันในธรรมศาสตร์จำนวนมาก


เวลาประมาณ 08.30 น. นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชน เคลื่อนจากลานพระบรมรูปทรงม้า ตรงไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า เชิงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีการขว้างปาไม้และก้อนหินเข้าไปยัง บช.น. และมีรถกระจายเสียงของนักศึกษาประกาศให้ไปรวมตัวกันที่ธรรมศาสตร์


ส่วนที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ ก็มีนักศึกษาประชาชนชุมนุมกันหลายพันคน และได้เข้ายึดกรมประชาสัมพันธ์และสำนักงานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการ ปฏิบัติราชการ (ก.ต.ป.)


เวลา 09.30 น. สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ของจอมพลถนอม บิดเบือนว่ามีนักเรียนและผู้แต่งกายคล้ายทหารก่อวินาศกรรม บุกเข้าไปในสวนจิตรลดาฯ และสถานที่ราชการ โดยมุ่งหมายที่จะลบล้างเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระหว่างนั้นเอง พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ในฐานะหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการปราบปรามจลาจล พร้อมกับทหารและตำรวจ ก็ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ บินตรวจการณ์และรายงานข่าวบิดเบือนว่าในธรรมศาสตร์มีการซ่องสุมอาวุธและผู้ คน และการจลาจลครั้งนี้เป็นไปตามแผนของคอมมิวนิสต์ นอกจากนี้ยังมีการยิงปืนเอ็ม 16 และระเบิดแก๊สน้ำตาลงใส่ประชาชนในธรรมศาสตร์ตลอดทั้งวัน


เหตุการณ์บานปลายลุกลามออกไปอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ทหารและตำรวจออกปราบฝูงชนโดยใช้ทั้งอาวุธปืน รถถัง และเฮลิคอปเตอร์ มีการต่อสู้ปะทะกันตลอดถนนราชดำเนิน ตั้งแต่ผ่านฟ้าถึงสนามหลวง โดยเฉพาะที่หน้ากรมประชาสัมพันธ์ กรมสรรพากร กองสลากกินแบ่ง โรงแรมรัตนโกสินทร์ ตึก ก.ต.ป. กองบัญชาการตำรวจนครบาลผ่านฟ้า รวมทั้งบริเวณสถานีตำรวจชนะสงคราม และย่านบางลำภู มีการเผาทำลายสถานที่ราชการต่างๆ ศพวีรชนที่สละชีวิตหลายคนถูกแห่เพื่อเป็นการประจานความทารุณของทหารตำรวจและ ชักชวนให้ประชาชนไปร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นักศึกษาก็ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไป โรงพยาบาลศิริราชทางเรือตลอดเวลา


รัฐบาลมีคำสั่งไม่ให้ประชาชนออกนอกบ้านในเวลากลางคืน การปราบปรามนักศึกษาประชาชนก็ยังดำเนินต่อไป กระทั่งเวลา 18.30 น. สถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์และสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี ถ่ายทอดแถลงการณ์การลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพลถนอม กิตติขจร


ในเวลา 19.15 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีกระแสพระราชดำรัสทางวิทยุและโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุแห่งความรุนแรง


อย่างไรก็ตาม ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก็ยังคงมีประชาชนมาชุมนุมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และยังคงมีตำรวจทหารยิงทำร้ายประชาชนอยู่ในบางบริเวณ


ท่ามกลางความสับสน เมื่อถึงเวลา 23.30 น. นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้ปราศรัยทางโทรทัศน์ ขอให้ทุกฝ่ายคืนสู่ความสงบ และประกาศจะใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน


ตลอดคืนนั้นยังคงมีเสียงปืนดังขึ้น ท้องฟ้าเหนือถนนราชดำเนินเป็นสีแดง ควันปืนพวยพุ่งเป็นหย่อมๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยดำเนินไปตลอดคืน

 

 

เปิดใจ "สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" รองประธานกรรมการมูลนิธิ 14 ตุลา


@ คนลืมเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 กันหรือยัง?


ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เหตุการณ์ผ่านมา 36 ปีแล้วเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยรู้แล้ว เขาเรียกรวมกันเป็น 16 ตุลา ไปแล้ว แต่แปลกนะ ช่วงปีสองปีนี้งาน 24 มิถุนา กลับคึกคักกว่า ผมว่าสถานการณ์บ้านเมืองมันไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย เลยทำให้คนรู้สึกว่าต้องกลับไปฟื้นเจตนารมณ์ของคณะราษฎร


@ ปัจจุบันคนให้ความสนใจการจัดงาน 14 ตุลาแค่ไหน?


เมื่อ 3-4 ปีก่อน ก็พอสมควร โดยทั่วไปนอกจากจัดงานประจำแล้ว จะมีปาฐกถาทางประวัติศาสตร์บ้าง เชิงความรู้บ้าง เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน อย่างปีนี้ก็เชิญ อาจารย์กุลดา เกตุบุญชู จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มาเป็นปาฐก พอดีอาจารย์ทำวิจัยเรื่องประวัติศาสตร์ 14 ตุลา


จริงๆ ก็มีปัญหาเหมือนกับสังคมไทยทั่วไป เราแบ่งกันเป็นเสื้อแดงกับเสื้อเหลือง ในมูลนิธิส่วนมากไม่แดง (หัวเราะ) อย่างปีนี้ทางมูลนิธิจัดงาน 14 ตุลา ตอนเช้า ตอนเย็นทางกลุ่ม 24 มิถุนา ก็มีการจัดชุมนุมที่สนามหลวง


@ การจัดงาน 14 ตุลา จะให้คนย้อนกลับมาตระหนักถึงการสมานฉันท์


ผมว่าไม่หรอก เพราะว่าคนเดือนตุลาวันนี้ก็ไม่สมานฉันท์กันแล้ว การเรียกร้องให้สมานฉันท์อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง เป็นการเรียกร้องที่เลื่อนลอย เป็นไปไม่ได้ครับ


ถ้ามองจากทรรศนะผม มันเกิดขึ้นไม่ได้ ผมย้ำตรงนี้ว่าถ้าไม่มีความเป็นธรรม หมายถึงว่าเฉพาะฝ่ายหนึ่งถูกเล่นงานอยู่ตลอด การสมานฉันท์ชนิดที่คนหนึ่งขี่คออีกคนหนึ่งอยู่ สมานฉันท์มันเกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้น การสมานฉันท์ต้องควบคู่ไปกับการให้ความเป็นธรรม


@ มูลนิธิ 14 ตุลาได้งบประมาณในการจัดงานปีนี้


ไม่มีครับ เพราะว่ามูลนิธิเป็นอิสระ นอกจากตอนที่สร้างอนุสรณ์สถานที่รัฐบาลบริจาคเงินมา แต่เงินเริ่มต้นเป็นเงินของศูนย์นิสิตตั้งแต่สมัย 14 ตุลา ปัจจุบันจึงเป็นเพื่อนฝูงช่วยเหลือกัน ปีนี้เราจะมีงานใหญ่ มีการออกหนังสือ "สมุดภาพ 14 ตุลา" เป็นสมุดภาพที่รวบรวมเหตุการณ์ ก่อน 14 ตุลา และ 14 ตุลา รวบรวมจากหนังสือ หนังสือพิมพ์ร่วมสมัย จากช่างภาพ มาพิมพ์เป็นเล่ม เพื่อหารายได้สมทบทุนมูลนิธิ พิมพ์มา 1,000 เล่ม เล่มละ 1,000 บาท ซึ่งหลังจากวันงานแล้วยังจะมีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไป


@ ยังคงจะมีงานต่อๆ ไปทุกปี


คิดว่ามันคงเป็นอย่างนี้ งาน 14 ตุลา งานเสรีไทย ก็คงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจ แต่จะให้เป็นกระแสคนทั้งสังคม คงยาก นอกจากว่ารัฐจะจัดมาเป็นโครงการใหญ่ของรัฐ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1255516605&grpid=01&catid=no

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm